TK เริ่มบริการไมโครไฟแนนซ์ในเมียนมา ประเดิมเปิด 3 สาขาตามแผนขยายตลาด เพิ่มสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศตามแผน

212
0
Share:

TK เริ่มบริการไมโครไฟแนนซ์ในเมียนมา ประเดิมเปิด 3 สาขาตามแผนขยายตลาด เพิ่มสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศตามแผน

บริษัท ฐิติกร จำกัด (มหาชน) หรือ TK ผู้ให้บริการเช่าซื้อรถจักรยานยนต์รายใหญ่ในประเทศไทย เผยหลังจากได้รับอนุญาตให้เปิดดำเนินกิจการไมโครไฟแนนซ์ในเมียนมาเมื่อไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ล่าสุด TK เปิดสาขาแรกให้บริการทางการเงินกับลูกค้าแล้วภายใต้ชื่อ บริษัท มิงกะละบา ฐิติกร ไมโครไฟแนนซ์ จำกัด โดยจะให้บริการเงินกู้แก่ลูกค้า 2 รูปแบบ คือ เงินกู้แบบกลุ่ม และเงินกู้แบบรายบุคคล เบื้องต้นให้บริการเงินกู้แบบกลุ่มแก่ลูกค้า รายละไม่เกิน 300,000 จ๊าด หรือประมาณ 6,000 บาท ในอัตราดอกเบี้ย 28% ต่อปี (Effective rate) ตั้งเป้าขยายให้ครบ 3 สาขาภายในปี 2020 2563 ชี้ธุรกิจไมโครไฟแนนซ์ในเมียนมามีโอกาสเติบโตอีกมากในอนาคต เนื่องจากผู้บริโภคมีความต้องการแหล่งเงินทุนอีกจำนวนมาก มั่นใจภาพรวมสัดส่วนรายได้ TK จากต่างประเทศจะเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 20% ก่อนสิ้นปีนี้

นางสาวปฐมา พรประภา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฐิติกร จำกัด (มหาชน) หรือ TK เปิดเผยว่าเมื่อ ไตรมาส 2 ที่ผ่านมา TK ได้รับใบอนุญาตให้ดำเนินกิจการไมโครไฟแนนซ์ในประเทศสหภาพเมียนมา ภายใต้ชื่อ บริษัท มิงกะละบา ฐิติกร ไมโครไฟแนนซ์ จำกัด (Mingalaba Thitikorn Microfinance Company Limited) ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ TK โดย TK ถือหุ้น 99.9% ด้วยทุนจดทะเบียน 1,520 ล้านจ้าด หรือประมาณ 33 ล้านบาท ทั้งนี้ ได้เริ่มเปิดให้บริการไมโครไฟแนนซ์ให้กับลูกค้าเมียนมาแล้วในเดือนกันยายนที่ผ่านมา ทั้งนี้ บริษัทได้รับอนุญาตให้เปิดบริการ 3 สาขาในมณฑลพะโค (Bago Region) หรือที่คนไทยรู้จักในนามหงสาวดี ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงย่างกุ้งประมาณ 60 กิโลเมตร และเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ของบริษัทฯ อีกด้วย

บริษัทฯ จะให้บริการไมโครไฟแนนซ์ 2 รูปแบบ คือ เงินกู้แบบกลุ่มหรือ Group Loan และเงินกู้แบบรายบุคคลหรือ Individual Loan สำหรับเงินกู้แบบกลุ่มนั้น บริษัทฯ จะเน้นให้เงินกู้กับกลุ่มลูกค้าในพื้นที่ เพื่อนำไปใช้ในการประกอบอาชีพ โดยสมาชิกในกลุ่มจะมีการค้ำประกันซึ่งกันและกัน ส่วนเงินกู้เป็นรายบุคคล บริษัทฯ จะให้เงินกู้กับสมาชิกเดิมที่เคยกู้แบบกลุ่มมาก่อน และมีประวัติการผ่อนชำระที่ดี มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเงินกู้ไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการขยายธุรกิจ

“เราได้เปิดสาขาแรกที่เมืองมอนโย (Monyo) เพื่อให้บริการทางการเงินกับลูกค้า โดยในเบื้องต้นบริษัทฯ ได้ปล่อยเงินกู้แก่ลูกค้ารายละไม่เกิน 300,000 จ๊าด ผ่อนชำระเป็นรายเดือน ระยะเวลาไม่เกิน 12 เดือน ในอัตราดอกเบี้ย 28% ต่อปี (Effective rate) ซึ่งได้รับความสนใจจากลูกค้าเป็นอย่างดี โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าผู้หญิงที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม เลี้ยงสัตว์ และค้าขาย ทั้งนี้ คาดว่าจะเริ่มเปิดอีก 2 สาขาที่เมืองปาเดา (Padaung) และเมืองเตกอง (Thegon) ภายในปี 2563” นางสาวปฐมากล่าว
ทางด้าน นายประพล พรประภา กรรมการและรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ฐิติกร จำกัด (มหาชน) หรือ TK กล่าวเพิ่มเติมว่า ถึงแม้ว่าธุรกิจไมโครไฟแนนซ์ในเมียนมาจะมีการเติบโตในยอดกู้เฉลี่ยเกือบ 50% ต่อปี ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา แต่เมื่อเปรียบเทียบอัตราส่วนของยอดกู้ต่อ GDP ของประเทศแล้ว (Microfinance loan to GDP) ถือว่ามีอัตราส่วนที่น้อยที่สุดในภูมิภาคอาเซียน ดังนั้น นับว่าธุรกิจไมโครไฟแนนซ์ในประเทศเมียนมายังมีโอกาสเติบโตได้อีกมากในอนาคต

ประเทศเมียนมามีประชากรประมาณ 53 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นประชากรในวัยทำงาน อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาเฉลี่ย 6.8% ต่อปี แต่ประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ รวมถึงธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SME) ยังเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบของภาครัฐ (Formal Credit Institutions) ได้ยาก เนื่องจากมีข้อจำกัดในการกู้ยืมที่เข้มงวดมาก โดยเฉพาะธนาคารและสถาบันการเงินเอกชน ทำให้ผู้บริโภคส่วนใหญ่หันไปใช้บริการของพ่อค้าเงินกู้ในพื้นที่ (Informal Money Lenders) ซึ่งคิดดอกเบี้ยสูงมาก ดังนั้นธุรกิจไมโครไฟแนนซ์จึงเข้ามาเป็นทางเลือกด้านบริการทางการเงินให้แก่ผู้บริโภคที่เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ยาก โดยกลุ่มผู้บริโภคที่อยู่ห่างไกลจากเมือง ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศที่ยังมีความต้องการแหล่งเงินทุนอีกเป็นจำนวนมาก

“TK ยังเดินหน้าเพื่อความเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเพิ่มสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศ ควบคู่กับการเตรียมพร้อมที่จะขยายตัวในประเทศ เมื่อตลาดอำนวยในทันที โดยขณะนี้ TK มีสาขาในต่างประเทศ ทั้งในกัมพูชา สปป. ลาว รวมทั้งเมียนมา รวมจำนวน 10 สาขา กล่าวคือ ในกัมพูชา จำนวน 6 สาขา และอีก 6 สาขา คาดว่าธนาคารแห่งชาติกัมพูชาจะอนุมัติให้เปิดได้เร็ว ๆ นี้ ใน สปป.ลาว จำนวน 3 สาขา และในเมียนมา จำนวน 1 สาขา เรามั่นใจว่าสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศของ TK จะเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 20% ภายในสิ้นปี 2562 นี้” นายประพลกล่าวทิ้งท้าย

Share: